CompTIA Network+ Training

เน็ตขึ้นเครื่องหมายตกใจ?
ก่อนโทษสาย LAN เช็ก IP Address ที่เครื่องได้รับก่อน ถ้าเห็น 169.254.x.x ให้เริ่มไล่เส้นทางไปหา DHCP
3 จุดเช็ก DHCP / DNS บน Windows
169.254.x.x
ถ้าตัวเลขนี้ขึ้นบนเครื่อง User คนทำ Network ควรเริ่มสงสัยอะไรเป็นอย่างแรก?
บางครั้งเบาะแสสำคัญซ่อนอยู่ใน Network Configuration หรือค่าการตั้งค่าเครือข่าย เพียงไม่กี่บรรทัดบนเครื่อง Client
- — 169.254.x.x
- — Default Gateway หาย
- — DHCP Server ไม่ตรงกับที่ควรเป็น
ปลายทางของทั้งสามกรณีอาจดูคล้ายกัน คือ User ใช้งาน Network ไม่ได้ แต่ข้อมูลแต่ละแบบกำลังชี้ไปหาสาเหตุคนละจุด ถ้าเครื่อง Windows เชื่อมต่อ Network อยู่ ขึ้นสถานะ No Internet ขณะที่เครื่องอื่นในวงเดียวกันยังใช้งานได้ สิ่งแรกที่ควรทำคือ อ่านค่าที่เครื่องได้รับก่อนลงมือแก้
Step 1ipconfig /all อ่านสถานะก่อนแก้
คำสั่งนี้แสดงข้อมูลสำคัญทั้ง IPv4 Address, Subnet Mask, Default Gateway, DHCP Server, DNS Server รวมถึงข้อมูล DHCP Lease หรือสิทธิ์การใช้งาน IP ชั่วคราว ที่เครื่องกำลังถืออยู่ ถ้าเจอ IP ในช่วง 169.254.x.x ถือเป็นเบาะแสสำคัญว่า Windows กำลังใช้ APIPA (Automatic Private IP Addressing) หลังจากเครื่องยังไม่ได้รับ IPv4 Configuration ที่ใช้งานได้จาก DHCP Server ตามปกติ
จากจุดนี้ ขอบเขตของปัญหาเริ่มแคบลง
- — DHCP Server ติดต่อถึงหรือไม่?
- — เครื่องอยู่ใน VLAN ที่ถูกต้องหรือเปล่า?
- — DHCP Relay / IP Helper ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อคำขอ DHCP ข้าม Subnet ทำงานครบหรือยัง?
- — หรือเส้นทางระหว่าง Client กับ DHCP Server มีจุดใดที่การสื่อสารไปต่อไม่ได้?
จากคำกว้างๆ ว่า ‘Internet ล่ม’ เราจึงเริ่มมีข้อมูลสำหรับตั้งสมมติฐานที่เฉพาะขึ้น
Step 2ipconfig /release และ ipconfig /renew ขอ DHCP Lease ใหม่
ถ้า Network Adapter ถูกตั้งให้รับค่าอัตโนมัติ เราสามารถปล่อยค่า DHCP เดิม แล้วร้องขอ Configuration ใหม่ได้
- — ipconfig /release ปล่อย IP Configuration ที่ได้รับจาก DHCP
- — ipconfig /renew ร้องขอ DHCP Configuration อีกครั้ง
ตรงนี้จะพาเราไปเจอกระบวนการที่คนเรียน Network คุ้นกันดีอย่าง Discover → Offer → Request → Acknowledge หรือ DORA
Client ส่งคำขอเพื่อค้นหา DHCP Server, Server เสนอ Lease, Client เลือกข้อเสนอ และ Server ยืนยัน Address ที่ให้ใช้งาน ส่วนการต่ออายุ Lease ขณะที่ Client ยังถือ IP เดิมอยู่ สามารถใช้ DHCPREQUEST แบบ Unicast ได้ จึงไม่จำเป็นว่าการต่ออายุ IP ทุกครั้งจะต้องเริ่ม DORA ใหม่ครบทั้งกระบวนการ รายละเอียดลักษณะนี้เริ่มมีความหมายมากขึ้นเมื่ออ่าน Packet Capture หรือข้อมูลแพ็กเก็ตที่บันทึกจาก Network เพราะเราสามารถดูต่อได้ว่า DHCP Flow ไปถึงขั้นตอนไหน และขาดการตอบกลับตรงจุดใด
Step 3ipconfig /flushdns ใช้เมื่อเบาะแสเริ่มชี้ไปที่ DNS
สมมติว่าเครื่องได้รับ IP, Gateway และ Network Configuration ครบแล้ว สามารถเชื่อมต่อไปยังปลายทางด้วย IP ได้ แต่เรียกด้วยชื่อ Domain ไม่สำเร็จ ตรงนี้ปัญหาเริ่มขยับมาทาง DNS Name Resolution หรือการแปลงชื่อ Domain เป็น IP
ipconfig /flushdns
คำสั่งนี้ใช้ล้าง DNS Resolver Cache หรือข้อมูลการแปลงชื่อที่ Windows เก็บไว้ชั่วคราว เพื่อให้การเรียกชื่อครั้งถัดไปค้นหาคำตอบใหม่ตามกระบวนการ DNS ดังนั้น flushdns เหมาะเมื่อข้อมูลกำลังชี้ไปที่ DNS ไม่จำเป็นต้องรันต่อท้ายการแก้ DHCP ทุกกรณี แล้วถ้า release / renew แล้วกลับมาใช้งานได้ แต่ปัญหาเกิดซ้ำอีก? ตรงนี้ควรขยับมุมมองออกจากเครื่อง User และมองในระดับ Network มากขึ้น
ถ้าเกิดกับหลายเครื่องใน VLAN เดียวกัน อาจต้องดู DHCP Scope หรือช่วง IP ที่ Server ใช้แจก ว่ายังมี Address เหลือเพียงพอหรือไม่, Lease Time ถูกตั้งไว้อย่างไร, DHCP Relay ทำงานครบหรือเปล่า หรือ Client กำลังได้รับ Offer จาก DHCP Server ที่ไม่ควรอยู่ในระบบ กรณี IP Conflict หรือ IP ซ้ำกัน ก็ต้องแยกวิเคราะห์อีกทาง ต้นเหตุอาจมาจาก Static IP ที่ถูกกำหนดทับช่วง DHCP Pool, อุปกรณ์อื่นยังถือ Address เดิมอยู่ หรือมี DHCP Server ที่ไม่ได้รับอนุญาต (Rogue DHCP Server) เข้ามาแจก Network Configuration ภายในวง
เมื่อมาถึงระดับนี้ Log, Event และ Packet Capture จะมีบทบาทมากขึ้น เพราะเราต้องหาคำตอบว่า
- — Address นี้มาจาก DHCP Server ตัวไหน?
- — Client ได้ค่าอะไรกลับมาบ้าง?
- — และการสื่อสารเริ่มผิดปกติตรงจุดใด?
เคสที่ User บอกเพียงว่า
“เครื่องนี้เข้า Internet ไม่ได้”
จึงสามารถพาเราไปเจอทั้ง IP Addressing, DHCP, APIPA, DNS, Default Gateway, VLAN, DHCP Relay รวมถึงการอ่าน Packet และ Log
หัวใจของ Network Troubleshooting อยู่ที่การอ่านข้อมูลตรงหน้าให้ออกว่า กำลังชี้ไปที่ Layer หรือองค์ประกอบใด และควรใช้เครื่องมืออะไรเพื่อหาคำตอบต่อ Command จึงมีคุณค่าเมื่อเราเข้าใจว่า ควรใช้ตอนไหน อ่านผลลัพธ์อย่างไร และผลที่ได้กำลังพาเราไปทางไหน แนวคิดแบบเดียวกันนี้ยังต่อยอดไปไกลกว่า DHCP และ DNS
ในหลักสูตร CompTIA Network+ ผู้เรียนจะได้พัฒนาความเข้าใจตั้งแต่ Network Concepts, IP Addressing, Routing, Switching, Wireless และ Network Services ไปจนถึง Security, Monitoring และ Troubleshooting พร้อมต่อยอดทักษะที่ใช้กับงานจริง เช่น การอ่าน Network Topology, วิเคราะห์ Connectivity, ทำความเข้าใจ Protocol และ Port, แยกปัญหาตาม Layer รวมถึงเลือกเครื่องมือและข้อมูลให้เหมาะกับสถานการณ์ที่พบ
เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้าน Network, System Administration, Infrastructure และ IT Support รวมถึงองค์กรที่ต้องการสร้างพื้นฐาน Networking ให้ทีมใช้แนวคิดและภาษาทางเทคนิคในมาตรฐานเดียวกัน
สนใจต่อยอดทักษะด้าน Network Troubleshooting และ CompTIA Network+
ไม่ว่าจะเป็นการอบรมรายบุคคล หรือพัฒนาทีมงานในองค์กร
หากอยากพูดคุยว่าพื้นฐาน Network ที่มีอยู่ ควรต่อยอดทักษะด้านไหน หรือ CompTIA Network+ เชื่อมกับบทบาทที่รับผิดชอบอย่างไร ปรึกษากับทีม NTC ได้ค่ะ LINE: @NTC-LINE
CompTIA Network+
หลักสูตรอบรมพื้นฐาน Networking ตั้งแต่ Network Concepts, IP Addressing, Routing, Switching, Wireless และ Network Services ไปจนถึง Security, Monitoring และ Troubleshooting
สนใจสอบถามรายละเอียดหลักสูตรและตารางอบรม สามารถทัก @NTC-LINE ได้ค่ะ

